วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2555

จิตรกรฝาผนัง

จิตรกรรมปูนเปียก
จิตรกรรมฝาผนังแบบปูนเปียก (Buon fresco) เป็นวิธีที่ใช้สีผสมน้ำแล้ววาดลงบนปูนปลาสเตอร์ หรือ lime mortar ที่ปาดไว้บางๆบนผนังที่ภาษาอิตาลีเรียกว่า“อินโทนาโค” เมื่อทาสีลงไปแล้วก็ไม่จำเป็นต้องใช้อะไรทาเคลือบให้สีติดเพราะปูนปลาสเตอร์จะมีปฏิกิริยาเคมีกับสีติดปูน เมื่อทาสีจะซึมลงไปในปูนที่ยังชื้นพอปูนแห้งก็จะมีปฏิกิริยาเคมีกับอากาศทำให้สีติดผนังได้อย่างถาวร ผู้ที่ใช้วิธีเขียนจิตรกรรมฝาผนังโดยใช้วิธีนี้คือไอแซ็ค มาสเตอร์ที่ชั้นบนของมหาวิหารเซนต์ฟรานซิสแห่งอาซิซิที่อาซิซิ ประเทศอิตาลี

[แก้] จิตรกรรมปูนแห้ง

จิตรกรรมฝาผนังแบบปูนแห้ง (A Secco) จะตรงกันข้ามคือจะวาดบนปูนแห้ง (“Secco” ในภาษาอิตาลีแปลว่า แห้ง) วิธีนี้จิตรกรจะผสมสีกับสารที่ทำให้ติดผนังเช่นไข่ (ที่เรียกว่า “เทมเพอรา”) กาว หรือ น้ำมัน เพื่อให้สียึดติดกับผนัง สิ่งที่ควรจะสังเกตคือความแตกต่างระหว่างจิตรกรรมปูนแห้งที่วาดทับบนจิตรกรรมปูนเปียกซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไปตั้งแต่ยุคกลางเป็นต้นมา และจิตรกรรมปูนแห้งที่วาดบนผนังเปล่า
ตามปกติแล้วจิตรกรรมปูนเปียกจะทนทานกว่าจิตรกรรมปูนแห้งที่มาวาดทับภายหลังเพราะจิตรกรรมปูนแห้งจะติดผนังที่ไม่เรียบได้ดีกว่าผนังที่เรียบ บางครั้งจิตรกรจะใช้วิธีหลังนี้เพื่อเติมรายละเอียดหรือเพราะบางสีไม่สามารถทำได้จากวิธีแรกเพราะปฏิกิริยาเคมีของปูนที่มีด่างโดยเฉพาะสีน้ำเงิน เสื้อคลุมที่เป็นสีน้ำเงินของจิตรกรรมปูนเปียกจะมาเติมด้วยวิธีหลังให้สีเข้มขึ้นเพราะทั้งสีน้ำเงิน azurite และสีน้ำเงิน “ลาพิส ลาซูไล” จะออกมาไม่สวยเมื่อใช้ปูนเปียก[1]
จากการวิจัยพบว่าจิตรกรสมัยเรอเนซองส์ตอนต้นมักจะใช้วาดบนปูนแห้งเพื่อจะให้ได้สีที่หลากหลายกว่าปูนเปียก งานที่ทำด้วยวิธีนี้ในสมัยแรกๆ สูญหายไปเกือบหมด แต่งานที่ทำบนผิวผนังที่ทำให้หยาบเพื่อให้สีติดจะยังคงเหลืออยู่บ้าง แต่สิ่งที่เป็นอันตรายต่อจิตรกรรมฝาผนังมากที่สุดก็เห็นจะเป็นความชื้น

[แก้] จิตรกรรมปูนชื้น

วิธีที่สามเรียกว่า จิตรกรรมปูนชื้น หรือ “mezzo-fresco” วิธีนี้จิตรกรจะวาดรูปบนผนังปูนที่ใกล้จะแห้ง-ตามที่อิกนาซิโอ พ็อซโซอธิบายไว้เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 16 ว่าเพื่อจะพอให้สีซึมลงไปในเนื้อปูนเพียงเล็กน้อย พอมาถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 วิธีนี้ก็ใช้แทนที่จิตรกรรมปูนเปียกเป็นส่วนใหญ่ จิตรกรที่ใช้วิธีนี้ก็มีจิโอวานนิ บัตติสตา ติเอโปโล
ระหว่างสามวิธีนี้ งานที่ทำโดยวิธีปูนแห้งล้วนจะทำได้เร็วกว่าวิธีอื่น ถ้ามีอะไรผิดก็แก้ง่ายและความแตกต่างของสีที่ทาลงไปกับเวลาที่สีแห้งจะน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับวิธีอื่น

[แก้] กลวิธี

ในการสร้างจิตรกรรมปูนเปียก ช่างจะฉาบบริเวณที่จะวาดภาพด้วย “arriccio” ที่ทำให้ผนังภายใต้สาก แล้วทิ้งไว้ให้แห้งอีกสามสี่วันก่อนที่จะร่างภาพที่จะวาดลงบนผนังที่ฉาบไว้ โดยใช้สีฝุ่นแดงที่เรียกว่า “sinopia” ภาพที่ร่างก็เรียกว่า “sinopia” เช่นเดียวกัน ต่อมาการร่างใช้วิธีวาดบนกระดาษก่อนที่จะมาทาบบนผนัง ตามขอบรูปก็จะปรุเป็นรอยด้วยวัสดุที่มีความแหลมแล้วทาบกับผนังแล้วใช้ประคบที่บรรจุด้วยผงดำๆ ที่เรียกว่า “spolvero” ตบบนตัวร่าง พอเสร็จบนผนังก็จะเป็นรอยร่างคร่าวๆจากฝุ่นที่ตบเอาไว้ ถ้าผนังที่จะวาดมีรูปอยู่แล้วช่างก็จะสกัดผิวออกเป็นระยะๆ เพื่อให้ปูนที่จะฉาบเกาะติด วันที่จะวาดรูปช่างก็จะฉาบปูนบางๆ เรียบบนผนังที่เรียกว่า “อินโทนาโค” ที่เตรียมไว้ การฉาบก็จะฉาบเฉพาะบริเวณที่จะทำเสร็จในวันนั้น การซ่อนรอยต่อของปูนก็อาจจะทำโดยใช้ขอบรูปของตัวแบบ หรือทิวทัศน์ การทาสีมักจะเริ่มจากส่วนที่สูงที่สุดของภาพ บริเวณที่ทาสีเสร็จในวันหนึ่งเรียก “giornata” เราจะศึกษาขั้นตอนการวาดภาพได้จากตะเข็บหรือรอยต่อจากส่วนหนึ่งไปอีกส่วนหนึ่ง
จิตรกรรมปูนเปียกจะเป็นวิธีที่ค่อนข้างยากเพราะจิตรกรมีเวลาวาดเพียงสิบสองชั่วโมงก่อนที่ปูนจะแห้ง ตามปกติแล้วจิตรกรจะรอชั่วโมงหนึ่งหลังจากฉาบก่อนที่จะเริ่มวาดแล้ววาดไปจนราวสองชั่วโมงก่อนที่ปูนจะแห้ง พอปูนแห้งวิธีวาดปูนเปียกก็ต้องหยุดไม่มีการแก้ ปูนที่ยังวาดไม่เสร็จก็ต้องเซาะออก เพื่อที่จะได้ฉาบใหม่ ถ้ามีอะไรผิดบางครั้งก็ต้องลอกปูนที่วาดไว้ออกทั้งหมด หรือมาใช้วิธีวาดบนปูนแห้งแก้ภายหลัง
ถ้าเราดูจิตรกรรมฝาผนังบนผนังขนาดใหญ่เราอาจจะเห็นบริเวณที่วาดอาจจะแบ่งได้ราวสิบถึงยี่สิบบริเวณหรืออาจจะมากกว่านั้นก็ได้ รอบตะเข็บที่เคยซ่อนไว้อย่างแนบเนียนก็อาจจะเด่นชัดขึ้นจนบางครั้งก็มองเห็นได้จากข้างล่าง นอกจากนั้นรอบตะเข็บมักจะแต่งให้เรียบร้อยด้วยวิธีวาดปูนแห้งซึ่งจะหลุดออกมาตามกาลเวลา
ถ้าเป็นงานปูนแห้งล้วนๆ ปูนที่ฉาบจะมีผิวหยาบ เมื่อแห้งก็จะถูด้วยกระดาษทรายเพื่อให้สีติดดีขึ้น จิตรกรก็จะทาสีเช่นเดียวกับการทาสีบนแผ่นไม้

[แก้] จิตรกรรมฝาผนังในประวัติศาสตร์

งานจิตรกรรมฝาผนังแรกที่สุดสร้างเมื่อ 1500 ก่อนคริสต์ศักราชที่พบที่เกาะครีต ใน ประเทศกรีซ ชิ้นที่สำคัญที่สุดเรียกว่า “The Toreador” ซึ่งเป็นเรื่องราวของพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่คนกระโดดข้ามหลังวัว งานชิ้นอื่นๆที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ก็มีพบในบริเวณเมดิเตอร์เรเนียนโดยเฉพาะใน ประเทศอียิปต์ และประเทศโมร็อกโก งานจิตรกรรมฝาผนังที่พบมากในประเทศอียิปต์ก็เป็นงานที่พบในสุสานที่ฝังศพและจะใช้วิธีวาดบนปูนแห้ง แต่ที่มาของจิตรกรรมฝาผนังเหล่านี้ยังเป็นที่สันนิษฐานกันอยู่
นักประวัติศาสตร์บางท่านก็เชื่อว่าจิตรกรจากครีตอาจจะถูกส่งไปวาดตามที่ต่างเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนทางการค้าหรืออาจจะเป็นการส่งเสริมความสำคัญของศิลปะลักษณะนี้ซึ่งถือว่าเป็นศิลปะสำคัญของสมัยนั้นก็ได้
นอกจากนั้นจิตรกรรมฝาผนังยังเห็นได้จากสถาปัตยกรรมกรีก (Ancient Greece architecture) แต่ที่ยังเหลืออยู่ทุกวันนี้เกือบหาไม่ได้ ที่มีก็พบทางตอนใต้ของอิตาลีที่เพสตุม (Paestum) ที่มันยาเกรเซีย (Magna Graecia) ซึ่งเป็นอาณานิคมกรีก จิตรกรรมที่พบเมื่อปี ค.ศ. 1968 ก็อยู่ภายในที่ฝังศพวาดมาตั้งแต่ 470 ปีก่อนคริสต์ศักราชที่เรียกว่า “ที่ฝังศพของนักดำน้ำ” (Tomb of the Diver) ฉากที่วาดมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากเพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนสมัยนั้น อีกภาพหนึ่งแสดงให้เห็นคนกลุ่มหนึ่งนอนเอนอย่างพบประสังสรรค์กัน อีกภาพหนึ่งเป็นภาพชายหนุ่มกระโดดลงไปในทะเล
จิตรกรรมฝาผนังที่สร้างในสมัยจักรวรรดิโรมันเช่นที่ปอมเปอี และ Roman wall paintings, such as those at ปอมเปอี และ เฮอร์คิวเลเนียม เป็น จิตรกรรมแบบปูนเปียก

จิตรกรรมฝาผนังของอิสลาม ซึ่งหาชมได้ยากพบที่ Qasr Amra ซึ่งเป็นปราสาทกลางทะเลทรายที่ Umayyads วาดเมื่อ คริสต์ศตวรรษที่ 8
สมัยปลายจักรวรรดิโรมัน เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 1 ถึง 2 จิตรกรรมฝาผนังมักจะพบภายในที่ที่เก็บศพแบบสุสานรังผึ้งภายใต้ กรุงโรม และ ประเทศไซปรัส ครีต อีฟิซุส (Ephesus) คะพาโดเซีย (Capadocia) และ อันติออก (Antioch) จิตรกรรมฝาผนังของโรมันเป็นแบบปูนเปียกบนปูนปลาสเตอร์สี นอกจากนั้นจิตรกรรมฝาผนังของคริสต์ศาสนายังพบได้ที่วัดโกเรเม (Churches of Goreme) ที่ประเทศตุรกี
เมื่อปลายยุคกลางและในสมัยเรอเนซองส์เป็นสมัยที่จิตรกรรมฝาผนังรุ่งเรืองที่สุดโดยเฉพาะในประเทศอิตาลีซึ่งยังนิยมใช้ศิลปะลักษณะนี้ตกแต่งในสิ่งก่อสร้างทางศาสนาและการปกครอง
อันเดรีย พาลลาดิโอ (Andrea Palladio) สถาปนิกคนสำคัญของอิตาลีเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 16 สร้างคฤหาสน์ไว้หลายแห่งที่ดูเรียบภายนอกแต่ภายในตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังอย่างวิจิตร

[แก้] จิตรกรรมฝาผนังของลาตินอเมริกา

วาดเส้น

วาดเส้น(Drawing)



ศิลปะเด็ก

ศิลปะเด็ก(Kids Art)


ศิลปะพื้นบ้าน

ศิลปะพื้นบ้าน

ศิลปะพื้นบ้าน
ศิลปะ หมายถึง การประดับ งานฝีมือ ฝีมือการช่าง การแสดงออกซึ่งอารมณ์สะเทือนใจให้ประจักษ์เห็น (พจนานุกรม ฉบับเฉลิมพระเกียรติ์ พุทธศักราช 2530 หน้า 505)
พื้นเมืองหมายถึง หมายถึง เฉพาะถิ่น (พจนานุกรม ฉบับเฉลิมพระเกียรติ์ พุทธศักราช 2530 หน้า 383)
ศิลปะพื้นบ้าน หมายถึง การแสดงออกซึ่งฝีมือทางการช่างที่ให้ทางด้านต่าง ๆ เฉพาะถิ่น
จากความหมายดังกล่าว เมื่อมนุษย์มาอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มและเป็นสังคมย่อมมีขนบธรรมเนียมประเพณี มีวิถีทางในการดำเนินชีวิตในกลุ่มสังคมของตน มีการสืบทอดสร้างสรรค์ และการแสดงออกทางอารมณ์ในด้านศิลปะสืบทอดต่อ ๆ กันมา จึงก่อให้เกิดเป็นศิลปะพื้นบ้าน เมื่อได้พบได้ชมหรือได้สัมผัสเกี่ยวข้องจะสามารถบอกได้ว่าเป็นศิลปะพื้นบ้านของถิ่นใด
ศิลปะพื้นบ้านของจังหวัดสิงห์บุรี สามารถจำแนกได้ดังนี้
• ศิลปะด้านการแสดง เช่น หนังใหญ่ ลิเก กลองยาว เพลงพื้นบ้าน รำโทน รำวง ฯลฯ
• ศิลปะด้านจิตรกรรม ประติมากรรม เช่น จิตรกรรมฝาผนัง ภาพนูนต่ำ ฯลฯ
• ศิลปะด้านงานช่าง และงานหัตกรรม เช่น งานปั้น ช่างหล่อพระ ช่างปั้นรูปเหมือน ช่างแกะสลัก ช่างประดับมุก ช่างปั้นหม้อ การจักสาน การประดิษฐ์ดอกไม้ การำงอบ การปั้นเครื่องปั้นดินเผา ฯลฯ

ศิลปะของคนอีสาน ที่ไม่มีวันตาย หมอลำ

ศิลปะพื้นบ้านอีสานที่ไม่มีวันตาย
คำว่า “ลำ”  มีความหมายสองอย่าง  อย่างหนึ่งเป็นชื่อของเรื่อง อีกอย่างหนึ่งเป็นชื่อของ การขับร้องหรือการลำ ที่เป็นชื่อของเรื่องได้แก่เรื่องต่าง ๆ  เช่น  เรื่องนกจอกน้อย  เรื่อง ท้าวก่ำกาดำ เรื่องขูลูนางอั้ว เป็นต้น เรื่องเหล่านี้โบราณแต่งไว้เป็นกลอน แทนที่จะเรียกว่า เรื่องก็เรียกว่า ลำ   กลอนที่เอามาจากหนังสือลำเรียกว่า   กลอนลำการแสดงหมอลำ ศิลปะพื้นบ้านอีสาน
อีกอย่างหนึ่งหมายถึงการขับร้อง หรือการลำ การนำเอาเรื่องในวรรณคดีอีสานมา     ขับร้อง หรือมาลำ เรียกว่า ลำ ผู้ที่มีความชำนาญในการขับร้องวรรณคดีอีสาน โดยการท่องจำเอากลอน มาขับร้อง หรือผู้ที่ชำนาญในการเล่านิทานเรื่องนั้น เรื่องนี้ หลายๆ เรื่องเรียกว่า “หมอลำ”

วิวัฒนาการของหมอลำ


ความเจริญก้าวหน้าของหมอลำก็คงเหมือนกับความเจริญก้าวหน้าของสิ่งอื่นๆ เริ่มแรก คงเกิดจากผู้เฒ่าผู้แก่เล่านิทาน นิทานที่นำมาเล่าเกี่ยวกับจารีตประเพณีและศีลธรรม      โดยเรียกลูกหลานให้มาชุมนุมกัน ทีแรกนั่งเล่า เมื่อลูกหลานมาฟังกันมากจะนั่งเล่าไม่เหมาะ ต้องยืนขึ้นเล่า เรื่องที่นำมาเล่าต้องเป็นเรื่องที่มีในวรรณคดี เช่น เรื่องกาฬเกษ สินชัย เป็นต้น ผู้เล่าเพียงแต่เล่า ไม่ออกท่าออกทางก็ไม่สนุก ผู้เล่าจึงจำเป็นต้องยกไม้ยกมือแสดงท่าทางเป็น พระเอก นางเอก เป็นนักรบ เป็นต้น
เพียงแต่เล่าอย่างเดียวไม่สนุก จึงจำเป็นต้องใช้สำเนียงสั้นยาว ใช้เสียงสูงต่ำ ประกอบ และหาเครื่องดนตรีประกอบ เช่น ซุง ซอ ปี่ แคน เพื่อให้เกิดความสนุกครึกครื้น ผู้แสดง มีเพียงแต่ผู้ชายอย่างเดียวดูไม่มีรสชาติเผ็ดมัน จึงจำเป็นต้องหา ผู้หญิงมาแสดงประกอบ เมื่อ ผู้หญิงมาแสดงประกอบจึงเป็นการลำแบบสมบูรณ์ เมื่อผู้หญิงเข้ามาเกี่ยวข้องเรื่องต่างๆ ก็ตามมา เช่น เรื่องเกี้ยวพาราสี เรื่องชิงดีชิงเด่น ยาด (แย่ง) ชู้ยาดผัวกัน เรื่องโจทย์ เรื่องแก้ เรื่องประชัน ขันท้า เรื่องตลกโปกฮาก็ตามมา จึงเป็นการลำสมบูรณ์แบบ
จากการมีหมอลำชายเพียงคนเดียวค่อยๆ พัฒนาต่อมาจนมีหมอลำฝ่ายหญิง มีเครื่อง ดนตรีประกอบจังหวะเพื่อความสนุกสนาน จนกระทั่งเพิ่มผู้แสดงให้มีจำนวนเท่ากับตัวละครที่มีในเรื่อง มีพระเอก นางเอก ตัวโกง ตัวตลก เสนา ครบถ้วน ซึ่งพอจะแบ่งยุคของวิวัฒนาการได้ดังนี้

ลำโบราณ

เป็นการเล่านิทานของผู้เฒ่าผู้แก่ให้ลูกหลานฟัง ไม่มีท่าทาง และดนตรี ประกอบ

ลำคู่หรือลำกลอน

เป็นการลำที่มีหมอลำชายหญิงสองคนลำสลับกัน มีเครื่องดนตรีประกอบ คือ แคน การลำมีทั้งลำเรื่องนิทานโบราณคดีอีสาน เรียกว่า ลำเรื่องต่อกลอน ลำทวย (ทายโจทย์) ปัญหา ซึ่งผู้ลำจะต้องมี ปฏิภาณไหวพริบที่ดี สามารถตอบโต้ ยกเหตุผลมาหักล้างฝ่ายตรงข้ามได้ ต่อมามีการเพิ่มผู้ลำ ขึ้นอีกหนึ่งคน อาจเป็นชายหรือหญิง ก็ได้ การลำจะเปลี่ยนเป็นเรื่อง ชิงรัก หักสวาท ยาดชู้ยาดผัว เรียกว่า ลำชิงชู้

ลำหมู่

เป็นการลำที่มีผู้แสดงเพิ่มมากขึ้น จนเกือบจะครบตามจำนวนตัวละครที่มีในเรื่อง มีเครื่องดนตรีประกอบเพิ่มขึ้น เช่น พิณ (ซุง หรือ ซึง) กลอง การลำจะมี 2 แนวทาง คือ ลำเวียง จะเป็นการลำแบบลำกลอน หมอลำแสดง เป็นตัวละครตามบทบาทในเรื่อง การดำเนินเรื่องค่อนข้างช้า แต่ก็ได้อรรถรสของละครพื้นบ้าน หมอลำได้ใช้พรสวรรค์ของตัวเองในการลำ ทั้งทางด้านเสียงร้อง ปฏิภาณไหวพริบ และความจำเป็นที่นิยมในหมู่ผู้สูงอายุ
ต่อมาเมื่อดนตรีลูกทุ่งมีอิทธิพลมากขึ้น จึงเกิดวิวัฒนาการของลำหมู่อีกครั้งหนึ่ง กลายเป็น ลำเพลิน ซึ่งจะมีจังหวะที่เร้าใจชวนให้สนุกสนาน ก่อนการลำเรื่องในช่วงหัวค่ำจะมีการนำเอารูปแบบของ วงดนตรีลูกทุ่งมาใช้เรียกคนดู กล่าวคือ จะมีนักร้อง (หมอลำ) มาร้อง เพลงลูกทุ่งที่กำลังฮิตในขณะนั้น มีหางเครื่องเต้นประกอบ นำเอาเครื่องดนตรีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เช่น กีตาร์ คีย์บอร์ด แซ็กโซโฟน ทรัมเปต และกลองชุด โดยนำมาผสมผสานเข้ากับเครื่องดนตรีเดิมได้แก่ พิณ แคน ทำให้ได้รสชาติของดนตรีที่แปลกออกไป ยุคนี้นับว่า หมอลำเฟื่องฟูมากที่สุด คณะหมอลำดังๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ในแถบจังหวัด ขอนแก่น มหาสารคาม อุบลราชธานี

ลำซิ่ง

หลังจากที่หมอลำคู่และหมอลำเพลิน ค่อยๆ เสื่อมความนิยมลงไป อันเนื่องมาจากการก้าวเข้ามาของเทคโนโลยีวิทยุโทรทัศน์ ทำให้ดนตรีสตริงเข้ามาแทรกในวิถีชีวิตของผู้คนอีสาน ความนิยมของการชมหมอลำ ค่อนข้างจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด จนเกิดความวิตกกังวลกันมากในกลุ่มนักอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน แต่แล้วมนต์ขลังของหมอลำก็ได้กลับมาอีกครั้ง ด้วยรูปแบบที่สะเทือนวงการด้วยการแสดงที่เรียกว่า ลำซิ่ง ซึ่งเป็นวิวัฒนาการของลำคู่ (เพราะใช้หมอลำ 2-3 คน) ใช้เครื่องดนตรีสากลเข้าร่วมให้จังหวะเหมือนลำเพลิน มีหางเครื่องเหมือนดนตรีลูกทุ่ง กลอนลำสนุกสนานมีจังหวะอันเร้าใจ ทำให้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งระบาดไปสู่การแสดงพื้นบ้านอื่นให้ต้องประยุกต์ปรับตัว เช่น เพลงโคราชกลายมาเป็นเพลงโคราชซิ่ง กันตรึมก็กลายเป็นกันตรึมร็อค หนังปราโมทัย (หนังตะลุงอีสาน) กลายเป็นปราโมทัยซิ่ง ถึงกับมีการจัดประกวดแข่งขัน บันทึกเทปโทรทัศน์จำหน่ายกันอย่างแพร่หลาย จนถึงกับ มีบางท่านถึงกับกล่าวว่า “หมอลำไม่มีวันตาย จากลมหายใจชาวอีสาน”
ข้อมูลจากเว็บ www.isangate.com

"ศิลปะ" ร่วมสมัยกันอย่างไร และ อย่างไรจึงร่วมสมัย

 "ศิลปะ"   ร่วมสมัยกันอย่างไร และ อย่างไรจึงร่วมสมัย
จาก : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
โดย : อารยา ราษฎร์จำเริญสุข


‘ร่วมสมัย’ เป็นคำที่คนในวงการศิลปะใช้บ่อย บางครั้งในการใช้ต่างคนก็ต่างเหมือนจะเข้าใจกันดีว่า หมายถึงศิลปะปัจจุบันที่น่าตั้งคำถามว่ามีศิลปะที่ผลิตในเวลาปัจจุบันซึ่งหน้าตาไปร่วมสมัยกับอดีต และมีศิลปะที่ผลิตในเวลาปัจจุบันที่คนปัจจุบันดูไม่รู้เรื่อง

น้อยครั้งแต่ไม่ใช่ไม่มี ในที่ประชุมในองค์กรศิลปะจะมีใครสักคนลุกท้วงการใช้คำนี้ในหลักสูตรว่า จริงๆ แล้วแปลว่าอย่างไรกันแน่เล่า

เราเอาเวลาผลิตเป็นที่ตั้งแล้วก็นึกว่า ศิลปะที่ถูกผลิต ณ เวลาปัจจุบันเป็นศิลปะร่วมสมัยคือผลงานร่วมสมัยกับเวลา ลืมไปว่าคำว่า ‘เวลา’ ไม่หมายถึงเพียงวันที่ เดือนและปีพ.ศ. แต่ผนวกพ่วงเอาความเป็นไปแห่งเวลามาด้วย ลืมไปว่าละครทีวีของเราเองเอานิยายเก่าๆ มาเปลี่ยนตัวละครเป็นดารารุ่นใหม่แล้วสร้างซ้ำๆ มาเนิ่นนาน ที่เราจะนั่งดูละครเรื่องเก่าในสายตาของคนในส่วนแวดล้อมใหม่ ลืมไปว่าละครย้อนยุคถูกสร้างขึ้นในยุคปัจจุบันมีไม่น้อยและเราอาจดูละครเรื่องนั้นด้วยอารมณ์ถวิลหาอดีต เวลาจึงไม่ใช่ตัวกำหนดความร่วมสมัยถ้าในส่วนของ ‘ความเป็นไป’ นั้นไม่ใช่ คือไม่ไปด้วยกันทั้งเป็นๆ หมายว่ามีบางอย่างตาย เวลาเคลื่อน ศิลปะถูกผลิต แต่ความเป็นไปตายหรือแช่นิ่ง หรือเอาความเป็นไปที่ตายแล้วมาดองให้คงอยู่ในชิ้นงานศิลปะ

ในเวลาและความเป็นไปร่วมสมัย หันมองรายรอบ ยังมีศิลปะของยุคสมัยใหม่อยู่มากมาย ส่วนใหญ่อยู่ในสถาบันการศึกษา ในเวลาและความเป็นไปร่วมสมัยยังมีศรัทธาสืบทอดที่คล้ายยังคุกรุ่นร้อนเร่าอย่างเคยมา (ถ้าคำอ้างแห่งศรัทธานั้นไม่เป็นเพียงแนวคิดงานศิลปะ) มีความจงรักและภักดีต่อสไตล์เดิม (ถ้าไม่ใช่การยืนยันว่าไม่ อาจหาก้าวใหม่ที่แตกต่าง) ที่สำคัญคือมีทัศนคติอย่างเดิมที่ดูเหมือนขัดแย้งกับปัจจุบันผ่านผลงานศิลปะที่ไม่ร่วมสมัยแต่ในเวลาร่วมสมัย (ถ้าไม่ใช่การยึดติดแล้วคืออะไร)

อาการของการเปลี่ยนแปลงจากสมัยใหม่ไปสู่ลักษณะอาการของคำจำกัดความที่บอกท่วงทีอื่นๆ ในศิลปะอาจไม่ชัดนัก อย่างที่ Annabelle O. Boissier ตั้งคำถามต่อลักษณาการของศิลปะ ในบทความว่าด้วยศิลปะในประเทศไทยในสูจิบัตรนิทรรศการหนึ่งในต้นปีพ.ศ.2550 ว่า "งานเหล่านี้เป็นงานสมัยใหม่ งานร่วมสมัย ยังคงเป็นงานแบบไทยๆ หรือถูกโลกาภิวัตน์แล้วกันแน่?"

นอกจากนี้ ความสมัยใหม่ (ในคำถามของ โอ โบซิเยร์ข้างต้น) ที่เป็นแนวคิดซึ่งออกอาการ ที่ไม่ใช่ "ความมั้ยหมั่ย" นั้นได้ถูกกล่าวหาไว้หลายมุมในราวสิบปีมานี้

Shimizu Toshio ในปี พ.ศ.2538 ผู้ที่ทอดสายตามองบางฉากของประเทศในเอเชียซึ่งดำเนินไปอย่างเรียบง่าย สงบ ในขณะที่ฉุกใจคิดต่อข้อความในป้ายผ้าหน้าห้างสรรพสินค้าใหญ่ในญี่ปุ่นซึ่งรับอิทธิพลสมัยใหม่ทางวัตถุและเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วว่า "สิ่งที่ฉันมองหาคือความสุข" ในข้อเขียนที่ชื่อ Vision of Happiness เขากล่าวว่า "ระบบสมัยใหม่ไม่ได้เป็นแค่วิธีการหนึ่ง แต่เป็นต้นแบบ"

ในขณะที่อีกบทความหนึ่งคือ Jean - Hubert Martin เขียนไว้ในส่วนของอาการทางศิลปะสมัยใหม่ใน Art in a multi - ethnic Society ว่า "ความเป็นสมัยใหม่ก่อปัญหามากมาย...ประเภทของงานจิตรกรรมและประติมากรรมมักจะเลือนหายไปในศิลปะร่วมสมัย รูปแบบการแบ่งแบบเก่าได้พิสูจน์แล้วว่าไม่อาจอยู่ได้กับวัฒนธรรมอื่นๆ"

และทัศนัย เศรษฐเสรี เขียนไว้ในบทความวิจารณ์ยุคสว่างและการใช้เหตุผลที่ผิดพลาด ถึงโครงงานซึ่งเป็นความหวังของแนวคิดสมัยใหม่ที่ไม่ได้ผลและ "ไม่ก่อให้เกิดการคิดซ้ำหรือคิดใหม่" และ "ทำให้ไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานศิลปะ"

ถ้า ‘สมัยใหม่’ เป็นดังข้างต้นแล้ว ‘ร่วมสมัย’ เล่าเป็นอย่างไร

ครั้งหนึ่งราวต้นปี พ.ศ.2548 ข้าพเจ้าได้ฟังการบรรยายของ ศ.เจตนา นาควัชระ ส่วนเล็กๆ ของการบรรยายนำไปสู่คู่กลุ่มคนร่วมสมัย เป็นคู่ระหว่างคีตกวีในอดีตในยุโรปนานมากับกลุ่มผู้ฟังที่ "ทันกัน" เนื้อความนำไปสู่คีตกวีนั้นต้องรักษาคุณภาพผลงานเพราะผู้ฟังเขามีรสนิยม เขาจับสำเหนียกได้ว่างานตก หรือคงระดับแห่งความปราดเปรื่องเปล่งประกายเอาไว้ได้

มีอาการของศิลปะร่วมสมัยที่พอจับได้จากแถบแถวของตัวหนังสือ เก่าบ้าง ใหม่บ้างที่แน่นอนต้องไม่ใช่ คำตอบเดียว เพราะในความร่วมสมัยมีความหลากหลายแบบที่ "อัตลักษณ์ลูกผสมและเปลี่ยนผ่านนับวันจะกลายเป็นกฎเกณฑ์แทนการเป็นข้อยกเว้น"

"ศิลปะร่วมสมัยเป็นผลผลิตของขนบ" เป็นคำกล่าวของ Caroline Turner ในนิทรรศการ First Asia Pacific. 1993 ที่ Queensland Art Gallery เป็นในขณะที่มีความพยายามจะหาฐานที่มั่นในเอเชียแปซิฟิกเพื่อพ้นจากสถานการณ์ศิลปะร่วมสมัยที่ถูกครอบงำจากศูนย์กลางตะวันตก และออสเตรเลียมีบทบาทเป็นแม่งาน

ที่อาจยืนยันกับเราได้ถึงความไม่ไร้รากของศิลปะร่วมสมัย

Jean Hubert Martin กล่าวไว้ใน Art in a multi-ethnic Society 1995 ว่า ในบริบทศิลปะร่วมสมัย คำจำกัดความของศิลปะในฐานะที่เป็นสิ่งที่ไม่เน้นประโยชน์ใช้สอยไม่อาจใช้ได้อีกต่อไป และในรายละเอียดที่มากไปกว่าประโยคข้างต้นคือ "ไม่มีวัสดุชนิดใดหรือเทคนิคใดที่ศิลปินทัศนศิลป์ในปัจจุบันไม่สามารถนำมาใช้ในงานของตน"

Dan Cameron ได้ให้อรรถาธิบายผ่านคำถามไว้หลายท่อนในบทความ 2546 "ศิลปะวันนี้ รวมถึงกวีนิพนธ์ ดนตรี และงานสร้างสรรค์อื่นๆ สะท้อนความบันดาลใจที่ลึกซึ้งกว่าที่ขยายไปไกลกว่าอาณาเขตของความงาม ความพึงพอใจ และรสชาติหรือไม่"

ในส่วนคำถามสุดท้ายที่เป็นคำถามชี้นำต่อคำตอบที่ดูเหมือนผู้เขียนมีอยู่แล้วในใจคือ

"ศิลปินร่วมสมัยกับการสร้างสรรค์ของพวกเขาเป็นสัญญาณบอกล่วงหน้าของการมาถึงของยุคซึ่งต้องเคลื่อนไปไกลเกินคำนิยามที่ถูกจำกัดของตัวตน ชาติ เพศ ชั้นและเชื้อชาติ ซึ่งจำเป็นต่อการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์โดยรวมหรือไม่"

และถ้าเป็นอย่างนั้นความเฉพาะพิเศษของศิลปะร่วมสมัยคือการปรับตัวและการกลืนเข้าเนื้อกับความ เป็นไปทุกสิ่งทุกอย่างใช่หรือไม่ ศิลปินร่วมสมัยกำลังถูกกระทำจากเหตุการณ์แวดล้อมจนเป็นเหยื่อของสถานการณ์วัฒนธรรมโลกหรือไม่

อันนาแบล โอ โบซิเยร์ ได้ให้คำตอบที่ว่าศิลปินไม่ได้เป็นเหยื่อของเหตุการณ์ลูกผสมเสมอไป แต่เป็นผู้กำหนดตนเองด้วย ดังข้อความนี้ "ศิลปินร่วมสมัยมักใฝ่หาเอกลักษณ์ที่หลากหลาย และหลีกเลี่ยงการจัดกลุ่มตน ให้สังกัดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ เพราะอาจส่งผลต่อช่องทางการจัดแสดงผลงาน"

คำตอบของหัวข้อที่ตั้งไว้ว่าด้วยศิลปะร่วมสมัยในยุคของเราอาจอยู่ที่คำทำนายที่ว่า ในความเป็นไปหลากหลายสายทางอาจมีสำนวนทางศิลปะร่วมสมัยเพียงชุดเดียวที่เราใช้เป็นวาทกรรมต่อศิลปะร่วมสมัยในยุคของเราได้ มีเงื่อนไขเดียวคือต้องเป็นสำนวนที่เปิดกว้างที่สุด

อารยา ราษฎร์จำเริญสุข

ศิลปะสอนคนให้รู้จักตนเอง

สอนคนให้เป็นคน ก่อนที่จะสอนคนให้เป็นศิลปินหรือจิตรกร
…ศิลปะเด็กเป็นสื่อที่ดีในการพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของเด็ก
ไม่ใช่การเตรียมคนให้เป็นศิลปินหรือจิตรกรในอนาคต…
               
         ศิลปะในโลกของเด็กๆ นั้นคือ การแสดงออกอย่างอิสระเสรี (Free Expression) อันเต็มไปด้วยความ
ซื่อบริสุทธิ์จริงใจ เปิดเผยและเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาประสาของเด็ก โดยปราศจากการเสแสร้ง ดัดจริตและ
ไร้มารยาสาไถยซึ่งนับว่าเป็นคุณสมบัติที่หายากในงานศิลปะของผู้ใหญ่ทั่วไปโดยเฉพาะมีศิลปินชั้นนำของโลก
เพียงบางท่านเท่านั้นเช่น ปิกัสโซ่, ชากาล, แคนดินสกี, ฯลฯ ที่มีความเข้าใจ และสามารถทำงานศิลปะที่บริสุทธิ์ คล้ายคลึงกับผลงานศิลปะของเด็กๆ
         แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งว่าในปัจจุบันนี้ศิลปะบริสุทธิ์ของบรรดาเด็กๆกำลังถูกผู้ใหญ่ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์
พยายามชักจูงและเกลี้ยกล่อมให้ทำงานศิลปะโดยเอารางวัลมาเป็นตัวล่อ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ตอบแทน ด้วยการยืมฝีมือของเด็กๆ ส่งผลงานไปประกวดและแข่งขันยังสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะครูศิลปะบางคนที่ยังขาดความเข้าใจในปรัชญาเกี่ยวกับศิลปะเด็กมักสำคัญผิดคิดว่าวิธีการส่งเสริม
ศิลปะสำหรับเด็ก คือ การประกวดและแข่งขันชิงรางวัลครูศิลปะและผู้ใหญ่ประเภทดังกล่าวนี้ จึงมักจะส่งเสริมกิจกรรมศิลปะโดยมุ่งหวังที่รางวัลแต่เพียงประการเดียวจนกระทั่งเด็กๆ หลายคนถูกชักนำให้กลายเป็นนักล่ารางวัลไปโดยไม่รู้สึกตัว
         พ่อแม่และผู้ปกครองตลอดจนผู้เกี่ยวข้องก็พลอยยินดีไปด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจเพราะคิดว่ารางวัลนั้น คือ ตัวแทนของความสามารถและเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของความสำเร็จที่น้อยคนจะได้รับ บรรดาผู้ใหญ่ที่แสดงความรักเด็กในขณะเดียวกันก็รักรางวัลไปพร้อมๆ กันด้วยนี้ จึงพากันมุ่งส่งเสริมกิจกรรมศิลปะเพื่อต้องการเอารางวัล บางคนพยายามสืบเสาะดูว่าในการประกวดและแข่งขันศิลปะนั้นๆ มีใครเป็นกรรมการบ้าง กรรมการแต่ละคนมีรสนิยมอย่างไรเพื่อว่าที่จะได้กลับมาชี้แนะให้เด็กๆ ทำงานศิลปะให้ถูกใจกรรมการ หารู้ไม่ว่าพฤติกรรมเช่นนั้นเท่ากับเป็นการทำลายความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการที่สะอาดบริสุทธิ์ของเด็กๆ ตั้งแต่เยาว์วัย

อย่าสอนเด็กให้เป็นทาสรางวัล
     ผู้ใหญ่บางคนที่ต้องการส่งเสริมให้เด็กทำงานศิลปะเพื่อหวังแต่รางวัลจนเด็กตกเป็น
ทาสของรางวัลนั้น เคยสังเกตบ้างไหมว่าในดวงใจของเด็กที่เคยสะอาดสะอ้าน
บริสุทธิ์ น่ารัก และร่าเริง แจ่มใสอย่างมีชีวิตชีวาหลังจากถูกเพาะกิเลส ด้วยรางวัลจาก
ผู้ใหญ่ ได้กลับกลายเป็นเด็กที่มีหัวใจอันหยาบกระด้าง เห็นแก่ตัว เย่อหยิ่งยะโสก้าวร้าว บางครั้งอาการผิดหวัง ซึมเศร้า อิจฉาริษยา และโกรธแค้นชิงชัง เมื่อไม่ได้รับรางวัลอีก
         นอกจากนี้ ในบรรยากาศที่มุ่งประกวดและแข่งขันชิงรางวัลนั้น ในดวงตาของเด็กๆ ไม่ได้ถูกสอนไม่ได้ถูกสอนให้มองถึงความงดงามของศิลปะ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

รอบๆตัวแต่กลับมีนัยน์ตาเป็นประกายมองเห็นแต่รางวัลและสิ่งที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาให้หลงบูชา
ด้วยความชื่นชม เช่น เหรียญโล่ โบว์และกล่องของขวัญชนิดต่างๆ ซึ่งบางครั้งเมื่อแกะกล่องออกมาแล้วภายในเป็นเพียงสิ่งของราคาถูก และมักถูกโยนทิ้งลง
ถังขยะในที่สุด
             ทำไมเราไม่สอนให้เด็กรักศิลปะ แทนที่จะมุ่งแสวงหารางวัล คะแนนและสิ่งตอบแทนต่างๆ
ที่มอมเมาเด็กทำไมไม่สอนเด็กเป็นคนที่สมบูรณ์ก่อนที่จะสอนให้เด็กเป็นศิลปินหรือจิตรกรที่บางคนแต่งกาย
สกปรกผมเผ้ารกรุงรังคล้ายคนบ้าๆ บอๆ และมีพฤติกรรมที่แปลกๆ ประหลาด ซึ่งเด็กๆ ผู้อ่อนเยาว์ไม่สมควรจะเอาเป็นตัวอย่าง

รางวัลสร้างสรรค์หรือทำลาย
   ณ ที่ใดที่มีการประกวดและแข่งขันเพื่อชิงรางวัลที่นั้นย่อมจะต้องมีผู้ดีใจและเสียใจข ดังนั้น รางวัลจึงเปรียบเสมือน "ดาบสองคม" ที่คุณและโทษ ทางด้านหนึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นประโยชน์กล่าวคือ เป็นเครื่องหมายของการยกย่องให้เกียติ ซึ่งนำมาสู่ความภาคภูมิใจแก่ผู้ที่ได้รับ ถ้าหากรู้จักใช้อย่างพอเหมาะพอควร รางวัลจะเป็นแรงผลักดันสำคัญ ทำให้เกิดกำลังใจในทางสร้างสรรค์ที่ดีงาม ส่วนคมอีกด้านหนึ่งนั้นเป็นตัวทำลาย เนื่องจากการประกวดและแข่งขันมักจะถูกกำหนดเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ต่างๆ นานาจากผู้ดำเนินการในแต่ละครั้ง อาทิ เช่น การกำหนดเนื้อหาเรื่องราว เทคนิควิธีการและข้อจำกัดอื่นๆ ตามแต่ผู้จัดจะกำหนดโดยทั่วไปเด็กๆ จึงไม่มีโอกาสได้แสดงออกอย่างอิสระเสรี ซ้ำบางครั้งครูและผู้ปกครองที่มีความประสงค์อยากให้เด็กของตนได้รับรางวัล มักจะออกคำสั่งให้เด็กนั้นๆ ทำงานตามวิธีการของผู้ใหญ่ที่คิดว่าจะทำให้ผลงานนั้นดีกว่าหรือได้เปรียบกว่าผู้ประกวดและผู้แข่งขันคนอื่นๆ
   จากการชี้แนะและออกคำสั่งบงการให้เด็กต้องทนทำงานศิลปะตามลักษณะรูปแบบที่ผู้ใหญ่คาดหมายว่าจะได้รับรางวัล โดยที่เด็กไม่มีโอกาสใช้ความคิดของตนเองเลยนั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่าเด็กกำลังถูกแทรกแซงทางความคิดให้จำต้องสร้างงานศิลปะตามคำบงการของผู้อื่นโดยมีรางวัลเป็นสิ่งล่อใจ ซึ่งนอกจากไม่เป็นการส่งเสริมทัศนคติที่ดีต่อศิลปะเด็กแล้ว ยังเป็นการทำลายความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่บริสุทธิ์ของเด็กๆ ลงอย่างน่าเสียดายอีกด้วย

ผลจากการเป็นนักล่ารางวัล
         เด็กที่มีความสามารถทางศิลปะบางคนแทนที่จะมีความสุขและประสบความสำเร็จในการใช้ความถนัดทางธรรมชาติของตนตามความเหมาะสม บางครั้งได้กลายเป็นความโชคร้ายของเด็กคนนั้น เมื่อถูกผู้ใหญ่ใช้เป็นเครื่องมือในการประกวดแข่งขันตามเวทีศิลปะต่างๆ จนสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป
           แถวๆ ฝั่งธนมีคุณแม่อยู่คนหนึ่ง เป็นที่รู้จักกันในวงการว่าเป็นคนที่จุ้นจ้าน ชอบบงการชีวิตของลูกชายผู้รักศิลปะของตน บางครั้งจะโทรศัพท์หรือไม่ก็ไปพบกรรมการผู้เกี่ยวข้องกับศิลปะเด็กบางคน เพื่อปรึกษาหรือร้องทุกข์ถึงความผิดหวัง เจ็บปวดรวดร้าว เมื่อลูกชายสุดที่รักคนเดียวส่งภาพเขียนไปประกวดแล้วถูกกรรมการที่ไม่เอาไหนตัดสินให้รับรางวัลชมเชย ทั้งๆ ที่น่าจะได้รับรางวัลที่ 1
          คุณแม่ของจิตรกรรุ่นเยาว์ผู้เคราะห์ร้ายจะบ่นรำพันมาตามสาย เพื่ออธิบายให้เห็นถึงความสายตาสั้นของกรรมการผู้ตัดสินบางคน ที่มองไม่เห็นถึงความเป็นอัจฉริยะทางศิลปะของลูกรัก ตาต่ำ ไร้รสนิยม และขาดความยุติธรรมจนกระทั่งเห็นผลงานคนอื่นดีกว่า
           อันที่จริงกรรมการบางท่านก็อาจจะเป็นเช่นนั้นในบางครั้ง เพราะอาจถูกเชิญมาในฐานะศิลปิน จึงมีความคิดเป็นของตนเองและขาดความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กวัยต่างๆ เวลาพิจารณาตัดสินจะพูดอยู่เพียงสองคำเท่านั้นคือ "เอา" กับ "ไม่เอา" ถ้าไม่เอาก็หมายความว่าภาพเขียนชิ้นนั้นจะถูกนำไปกองในประเภทคัดออกไปอย่างรวดเร็ว บางครั้งในขนาดวางภาพหัวกลับก็สามารถตัดสินได้ อย่างไรก็ตามการพิจารณาตัดสินโดยทั่วไปก็มักจะมีการเชิญกรรมการหลายคน และยึดถือเสียงส่วนใหญ่เป็นข้อยุติ ดังนั้น เมื่อกรรมการตัดสินไปแล้วปรากฏผลเป็นอย่างไรก็ควรยอมรับ ถ้าหากไม่ยอมรับก็ไม่สมควรจะเข้าไปร่วมการประกวดและแข่งขันนั้นๆเสียตั้งแต่ต้น ทั้งนี้ควรทราบด้วยว่าในการประกวดและแข่งขันย่อมไม่ใช่วิธีการส่งเสริมศิลปะเด็กที่เหมาะสมทุกประการ แต่เป็นเพียงกิจกรรมหนึ่งเสมือนเป็น "สนาม" สำหรับประลองฝีมือทางศิลปะให้เด็กเกิดความกระตือรือร้นเท่านั้น

บทบาทในการส่งเสริมศิลปะเด็ก
          สรุปได้ว่า ผู้ที่เป็นพ่อแม่ ครู อาจารย์และผู้เกี่ยวข้องกับชีวิตของเด็กๆไม่สมควรมุ่งหวังที่ตัวรางวัลหรือส่งเสริมศิลปะเด็กเพื่อเตรียมตัวเป็นศิลปิน
หรือจิตรกรในอนคต เนื่องจากเด็กยังมีชีวิตอยู่อีกยาวนาน พ่อแม่หรือผู้หวังดีไม่ควรรีบร้อนกำหนดชีวิตอนาคตของเด็กว่าจะต้องมีอาชีพทางศิลปะ เช่น จิตรกรหรือศิลปินผู้มีชื่อเสียง
           แนวทางที่เหมาะสมสำหรับเด็กในวันนี้ เด็กๆทุกคนควรได้รับการส่งเสริม ให้แสดงออกทางศิลปะ เพื่อพัฒนาความคิด
ริเริ่มสร้างสรรค์ จินตนาการ และปลูกฝังศิลปะนิสัยที่ดีงามลงในตัวเด็ก เพื่อเตรียมเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคตต่อไป
           เมื่อถึงวันนั้นแล้วเราอาจจะได้บุคคลหลายๆวิชาชีพที่ล้วนแต่มีคุณภาพที่ดีหรือมีความคิดริเริ่มสร้าง
สรรค์สูง เช่น นายแพทย์ วิศวกร สถาปนิก นักการเมือง นักธุรกิจ แม่บ้าน หรือแม้แต่จะเป็นชาวนาหรือคนขับรถฯลฯทุกคนต่างก็จะมีคุณภาพของชีวิตที่ดี คือ สามารถพัฒนาตนเองและสังคมให้มีสภาพดีขึ้นกว่าปัจจุบันนี้
รองศาสตราจารย์เลิศ อานันทนะ